ครบ 100 วันการจากไปของพ่อเลี้ยง”แอ๊ด”ชูชาติ กัลมาพิจิตร เจ้าของปางช้างแม่สา วิญญานท่านสงบนิ่งแต่พินัยกรรมพันล้านยังระอุ

0
306

การเสียชีวิตของ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร อายุ 79 ปี พ่อเลี้ยงพันล้านเจ้าของปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่เสียชีวิตอย่างสงบโดยระบุว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวในบ้านพักส่วนตัวหลังจากที่ทางญาติได้นำออกจากโรงพยาบาลตามความต้องการของนายชูชาติที่ปฎิเสธการรักษา ได้เพียงวันเดียวก็เสียชีวิต เมื่อวันที่ 27 ม.ค.เวลาประมาณ 23.35 น. แต่มีเงื่อนงำบางประการ ทำให้นางอัญชลี กัลมาพิจิตร อายุ 51 ปีลูกสาวคนโต ที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมกับ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้เป็นบิดา ในการเข้าไปช่วยบริหารจัดการปางช้างแม่สา ได้เกิดสงสัยในเงื่อนงำบางอย่างจึงได้แจ้งความตำรวจขออายัดศพตรวจสอบจนมีการขัดแย้งในหมู่ญาติที่ไม่เห็นด้วย ทางตำรวจต้องใช้ข้อกฎหมายบังคับจนสามารถนำศพมาตรวจผ่าพิสูจน์ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ภายในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียใหม่ โดยผลเบื้องต้นไม่พบบาดแผลใดๆที่จะเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย แต่ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์อีกครั้ง หลังจากตรวจพิสูจน์ศพแล้วก็ได้นำศพมาทำบุญโบสถ์เซนต์นิโกลาส บ้านโต้งหลวง ต.แม่แรม อ.แม่ริม ก่อนที่จะนำไปฝังไว้ที่ภายในบริเวณบ้านพักตาดหมอกที่ส่วนตัวของผู้วายชน เป็นเวลา 5 ปี

มาถึงวันนี้ ร่างของพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ได้ถูกเก็บไว้ตามหลักศาสนาคริตส์นิกายคาร์ทอลิค เป็นเวลา 100 วันแล้วทาง นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร โดยตำแหน่งล่าสุดเป็น รองประธานกรรมการบริหารปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นภรรยาจดทะเบียนคนสุดท้ายของ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร พ่อเลี้ยงปางช้างแม่สา ผู้ล่วงลับ ได้จัดงานทำบุญครบ 100 วัน ขึ้นที่โบสถ์เซนต์นิโกลาส บ้านโต้งหลวง ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้มาร่วมงานเป็นชาวบ้านและชนเผ่าต่างๆที่นายชูชาติให้ความช่วยเหลือ มาร่วมงานร่วม100 คนโดยประกอบพิธีทางคริสต์ศาสนาและจากนั้นก็ไปทำพิธีจุดเทียนยังที่ฝังศพของนายชูชาติ ที่บ้านพักตาดหมอก ห่างจากโบสถ์ไปร่วม 20 กิโลเมตร เป็นที่สถานที่บรรจุร่างพ่อเลี้ยงชูชาติ ไว้เป็นเวลา 5 ปี แต่เป็นที่น่ากังขาการประกอบพิธีทำบุญให้พ่อเลี้ยงชูชาติ กลับไม่มีทั้งฝ่ายลูกชายและลูกสาว ของพ่อเลี้ยงชูชาติ มาร่วมในพิธีสำคัญครั้งนี้เลย โดยมีเพียง บาทหลวง ธนัย สุวรรณใจ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและคนที่นายชูชาติ กัลมาพิจิตร ให้ความไว้วางใจมาก มาร่วมประกอบพิธีในครั้งนี้ โดยทราบว่าจะเก็บร่างไว้ 5 ปี จากนั้นก็จะทำนำมาทำบุญและเผา โดยจะนำเถ้ากระดูกไปโปรยบนยอดดอยอินทนนท์ ตามที่พ่อเลี้ยงชูชาติ ได้สั่งเสียไว้ก่อนเสียชีวิต

บาทหลวง ธนัย สุวรรณใจ ได้เผยว่าตนมีความสนิทสนมกับพ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ในเรื่องทางศาสนาเท่านั้น ส่วนเรื่องธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัวของนายชูชาติ ตนไม่รู้ รู้แต่ว่าท่านชอบทำบุญมากสร้างวัดสร้างโรงเรียน ตนมองนายชูชาติ เป็นพี่ชาย ตนต้องทำบุญให้เขาเพื่อให้เขาได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ สิ่งที่ท่านผูกพันที่สุดก็คือช้าง โดยเฉพาะช้างชรา ซึ่งไดทำงานร่วมกับทางนายชูชาติมาในสมัยที่บุกเบิกถือว่าเป็นคนงานที่จะต้องดูแลรักษา อย่าไปขายเขาเพราะหากขายเขาไปเรามีเงิน แต่เขาก็จะไปลำบากอีก จึงต้องดูแลเขาให้ดีที่สุดจนกว่าจะตาย และก็มีสุสานช้างชราให้ เพราะหากนายชูชาติเป็นคนเห็นแก่เงินขายได้เงิน แต่อย่างลืมว่าเขาเกษียณชราแล้ว หากขายไปก็จะต้องถูกใช้งานอีก ทำเช่นนั้นถือว่าไม่มีคุณธรรม ซึ่งพ่อเลี้ยงไม่ใช่คนเช่นนั้นท่านเป็นคนมีคุณธรรมสูงมาก การที่จะเป็นผู้นำคนต้องมี 3 อย่างคือ อดทนสูง มีความเมตตากรุณา และดูแลผู้ใต้บังคัญบัญชาอย่างทั่วถึง ผู้นำเช่นนี้หายาก ท่านเป็นคนดีมาก ตนเห็นเขาเป็นพี่ชายมาโดยตลอดจะต้องดูแลท่านจนถึงสวรรค์เลย “วิญญานท่านไม่ตาย เป็นอมตะ”

พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร มีความรักและผูกพัน กับช้างแทบจะทุกตัวในปางช้างแม่สา เป็นอย่างมากและช้างทุกตัวก็ให้ความรักและผูกพันกับท่านเช่นกันจะเห็นได้จากในห้วงที่พ่อเลี้ยงชูชาติ ล้มป่วยลงในปี 2560-2561 ภายในปางช้างแม่สา จะเกิดเหตุการณ์มีช้างล้มและป่วยถูกนำส่งโรงพยาบาลช้างที่ลำปาง และเสียชีวิตจำนวนถึง 8 ชือก ทั้งๆที่ช้างบางเชือกมีร่างกายที่แข็งแรงและยังเป็นช้างหนุ่มก็มี ซึ่งหลายคนที่เกี่ยวข้องกับช้าง น่าเชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากการดื่มน้ำในลำห้วยแม่สาที่ไหลผ่านกลางปางช้างแห่งนี้ แต่เมื่อมีการติดตามสาเหตุที่แท้จริงสาเหตุการเสียชีวิตของช้างทั้ง 8 เชือกเกิดจากสาเหตุหลายอย่างทั้ง การตกมัน ไม่กินอาหาร การตกเขา และการชนกันเอง รวมถึงข้อปลีกย่อยการเปลี่ยนหญ้าเลียงช้างที่ไม่ได้คุณภาพ โดยในเรื่องนี้ข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการพูดกันเท่านั้น แต่ไม่มีการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร โดยในเรื่องนี้ทางกลุ่มอนุรักษ์ช้างในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้มีข้อมูลในเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่รอการยื่นเรื่องในการตรวจสอบสาเหตุอย่างเป็นเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งเพราะช้างเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เมื่อช้างเสียชีวิตลง ก็เป็นการลดประชากรช้างลงไปเช่นกัน

ในเรื่องของการเสียชีวิตของ พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ยังไม่จบลงแม้จะล่วงเลยมา 100 วันแล้ว แต่ในเรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับมรดกทรัพย์สินที่มีมูลค่านับพันล้านบาทของ พ่อเลี้ยงชูชาติ ยังดำเนินต่อไป ทั้งมีการฟ้องกันในคดีอาญาและแพ่ง การเปิดพินัยกรรมที่จะเป็นเส้นทางสุดท้ายที่จะทำให้เรื่องราวต่างๆยุติลง โดยกำหนดการจะเปิดครั้งแรกในวันที่ 24 เมษายน แต่ก็ไม่สามารถทำได้จนเลื่อนมาเป็นวันที่ 30 เมษายน มีผู้หลักผู้ใหญ่ของอำเภอแม่ริม มาร่วมเป็นสักขีพยาน แต่ปรากฎว่าก็ยังไม่สามารถเปิดได้สาเหตุจากทายาทผู้เกี่ยวข้องในพินัยกรรม มาไม่ครบ จึงทำให้เป็นปริศนากันต่อไป

สำหรับด้านคดีที่มีการแจ้งตำรวจให้มีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ นั้นทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยทาง พ.ต.อ.ธีรพล อินทลิบ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ซึ่งดูแลคดีนี้อยู่ได้สรุปคดีทั้งหมดโดยสอบพยานถูกปากและผลชันสูตรแล้ว ไม่พบสิ่งปกติการเสียชีวิตของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร โดยสำนวนในคดีนี้ได้ส่งให้ทาง พนักสอบสวน สภ.แม่ริม จ.เชียงใหม่แล้ว แต่ในส่วนของการสอบสวนสืบสวนของกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ทาง พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบก.สส.ภาค 5 ที่ดูแลคดนี้อยู่ได้เผยว่าได้ดำเนินการสอบสวนสืบสวนใกล้จะสรุปแล้วยังมีข้อสงสัยอีก 2-3 ข้ออยู่เชื่อว่าน่าจะสรุปได้ในเร็ววันนี้

ในส่วนของการดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่งและอาญา นั้นในส่วนของ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร บุตรสาวคนโต ของพ่อเลี้ยงชูชาติ ได้ร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร อย่างไม่มีพินัยกรรม แต่ทาง นางฐิติรัตน์ กัลมาพิจิตร ภรรยาจดทะเบียนสมรสของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ได้ยื่นคัดค้าน จนทางศาลต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปอีก

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ได้ออกมามาเผยล่าสุดว่าในขณะนี้ตนก็คงจะอยู่เฉยๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลสรุปของคดีทางตำรวจ เพราะในขณะนี้ก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องไปมากกว่า 13 คดีแล้ว ก็คงจะใช้เวลานานพอสมควร แต่ในขณะนี้ตนเป็นห่วงในเรื่องช้าง ที่ตนได้ร่วมในการบริหารจัดการในปางช้างแม่สา ร่วมกับนายชูชาติ กัลมาพพิจิตร ผู้เป็นบิดามา ซึ่งช้างยังคงเหลือร่วม 80 เชือก ยังไม่ได้เป็นสมบัติของใคร ชื่อก็ยังเป็นชื่อของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร เกรงจะเกิดปัญหาเกิดขึ้น หากการบริหารจัดการไม่ดีพอ ตนจึงต้องขอดำเนินการในเรื่องหุ้นของปางช้างแม่สา ที่ตนมีชื่ออยู่แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตกลับไม่มีชื่อของตนถือหุ้นอยู่เลย จึงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ก่อนเพื่อจะได้กลับไปดูแลบริหารจัดการในเรื่องช้างของปางช้างแม่สา ก่อน

ดังนั้นในเรื่องสมบัติและพินัยกรรมพันล้านของพ่อเลี้ยงชูชาติ ซึ่งมาถึงตอนนี้มีอยู่ถึง 3 กลุ่ม ที่จะว่ากันไปตามพยานหลักฐานในการช่วงชิงมรดกพันล้าน จะต้องเป็นละครชีวิตจริงเรื่องยาว ที่เล่าไขไปไม่รู้จบ สุดท้ายนี้ก็ขอให้ดวงวิญญาณของ พ่อเลี้ยงชูชาติ กัลมาพิจิตร ผู้อุทิศตัวเพื่อเป็นคนเลี้ยงช้างในตำนาน สู่สรวงสวรรค์ด้วยเทอญ